เมื่อ AI ปั้นมหาเศรษฐีพันล้านทุกวัน

เมื่อ AI ปั้นมหาเศรษฐีพันล้านทุกวัน แต่คนที่ทำให้มันทำงานได้กลับได้รับแค่เศษเงิน
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความมั่งคั่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่คำถามที่คาใจทุกคนคือ — ความมั่งคั่งนั้นไหลไปอยู่ที่ไหน?
ในปี 2568-2569 เพียงปีเดียว ผู้ก่อตั้งบริษัทปัญญาประดิษฐ์เพียง 19 รายในสหรัฐอเมริกา สามารถสร้างทรัพย์สินรวมกันได้ถึง 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2 ล้านล้านบาท ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Amazon และ Oracle ประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมกันกว่า 1.3 แสนตำแหน่ง และในจำนวนนั้นกว่าร้อยละ 60 เป็นผลโดยตรงจากการนำปัญญาประดิษฐ์มาแทนที่แรงงานมนุษย์
ความขัดแย้งที่กำลังจะเปลี่ยนโลกแรงงานครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากซิลิคอนวัลเลย์ แต่มาจาก โรงงานผลิตชิปความจำในเกาหลีใต้ ที่พนักงานเกือบ 48,000 คนของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ลุกขึ้นมาถามคำถามที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ว่า "ถ้าเทคโนโลยีนี้สร้างกำไรมหาศาล แล้วใครมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่ง?"
ซัมซุง: สนามรบแรงงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุคปัญญาประดิษฐ์
ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์คือผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์หลักให้กับ Tesla, Nvidia และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทรายงานกำไรทำสถิติใหม่จากการขาดแคลนชิปความจำทั่วโลก ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องที่ชัดเจนว่า ต้องการให้บริษัทจัดสรร 15% ของกำไรจากการดำเนินงาน เป็นโบนัสให้กับพนักงานทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ทำงานในแผนกชิปเท่านั้น
"ในขณะที่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์สร้างกำไรจากการดำเนินงานทำสถิติ สมาชิกสหภาพกลับอยู่ในระบบที่ไม่สามารถรับผลตอบแทนตามผลงานที่พวกเขาสมควรได้รับ" ชเว ซึง-โฮ หัวหน้าสหภาพแรงงานซัมซุง กล่าว "เราต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น"
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อตกลงเบื้องต้นที่บริษัทยอมยกเลิกเพดานโบนัส และผูกโบนัสกับกำไรจากการดำเนินงานอย่างโปร่งใส พร้อมจัดสรร 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงาน เป็นโบนัสพิเศษสำหรับแผนกชิป และที่สำคัญกว่านั้นคือข้อตกลงนี้จะถูกล็อกไว้เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในประวัติศาสตร์แรงงานเกาหลีใต้
"กำไรที่แทบจะเป็นไปไม่ได้" — ใครได้ ใครเสีย?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองพิจารณาตัวเลขเหล่านี้
ดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg รายงานว่าในปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งบริษัทปัญญาประดิษฐ์ 29 รายทั่วโลก สร้างความมั่งคั่งรวมกันได้ถึง 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ SpaceX เพิ่งยื่นขอเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ Elon Musk กลายเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านเหรียญรายแรกของโลก OpenAI และ Anthropic ก็มีแผนเข้าตลาดหุ้นในปีนี้เช่นกัน
ในทางกลับกัน บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังปรับโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่ ตำแหน่งงานที่หายไปในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานซ้ำซากน่าเบื่อ แต่รวมถึงงานสร้างสรรค์ งานวิเคราะห์ และงานบริการที่เคยคิดว่า "มนุษย์เท่านั้นทำได้"
Adrian Brown ประธานบริหารของ Windfall Trust องค์กรคลังสมองที่ศึกษาผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อเศรษฐกิจ มองว่าการเรียกร้องของซัมซุงไม่ใช่การเจรจาค่าจ้างทั่วไป แต่เป็น "หนึ่งในการเคลื่อนไหวด้านแรงงานที่สำคัญที่สุดที่เราเคยเห็น"
เหตุผลสำคัญคือ ผลกำไรมหาศาลจากปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถของผู้ก่อตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนรากฐานของ งานวิจัยที่ได้รับทุนจากภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลสนับสนุน ผลงานทางวิทยาศาสตร์หลายสิบปี และแรงงานของผู้คนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตชิปไปจนถึงการติดฉลากข้อมูลและการกลั่นกรองเนื้อหา
จากเกาหลีถึงเคนยา: คลื่นเรียกร้องที่กำลังแผ่ขยาย
สิ่งที่น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงงานชิปในเกาหลีใต้ แต่กำลังลุกลามเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เชื่อมโยงแรงงานจากหลายอุตสาหกรรมเข้าหากัน
ในเคนยา คนงานติดฉลากข้อมูล (Data Annotators) ซึ่งเป็นแรงงานที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้ในการฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์ ได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาคมเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนที่เป็นธรรม งานของพวกเขาคือการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์แยกแยะระหว่างสิ่งที่ถูกและผิด แต่รายได้ที่ได้รับกลับน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่สร้างขึ้น
ในวงการบันเทิงฮอลลีวูด นักแสดงกำลังผลักดัน "ภาษี Tilly" ซึ่งตั้งชื่อตาม Tilly Norwood นักแสดงปัญญาประดิษฐ์ นั่นคือการเก็บค่าธรรมเนียมจากนักแสดงที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อนำมาจ่ายผลประโยชน์ให้กับนักแสดงจริงที่เสียงและใบหน้าของพวกเขาถูกนำไปใช้ฝึกฝนระบบเหล่านั้น
หน้าศาลใกล้ซานฟรานซิสโก ระหว่างการพิจารณาคดี OpenAI กับ Elon Musk ผู้ประท้วงชูป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า "คนงานต้องการส่วนแบ่งจากผลประโยชน์"
Brown สรุปได้อย่างตรงประเด็นว่า "ทั่วโลก แรงงานกำลังเริ่มยืนยันสิทธิ์เดียวกัน: ส่วนแบ่งที่ชอบธรรม บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม"
"เงินปันผลของพลเมือง" — ความฝันที่อาจเป็นจริง
บางทีข้อเสนอที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ไม่ได้มาจากสหภาพแรงงาน แต่มาจากระดับนโยบายของประเทศ
Kim Yong-beom เจ้าหน้าที่นโยบายระดับสูงของเกาหลีใต้ เสนอแนวคิด "เงินปันผลของพลเมือง" ซึ่งก็คือการนำกำไรส่วนเกินจากยุคเฟื่องฟูของปัญญาประดิษฐ์มาแจกจ่ายให้กับประชาชน 52 ล้านคนของประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางสังคมและบรรเทาต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังก่อขึ้น
เขามองว่าเกาหลีใต้มีโอกาสพิเศษในการเปลี่ยนตัวเองจากผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ไปสู่การเป็นชาติแรกที่ "นำกำไรส่วนเกินของยุคปัญญาประดิษฐ์กลับคืนสู่การเสริมสร้างชีวิตของมนุษย์"
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทางทฤษฎี แต่การที่มันถูกพูดถึงในบริบทของความร่ำรวยจากปัญญาประดิษฐ์โดยตรงถือเป็นก้าวที่สำคัญ เพราะมันเปลี่ยนคำถามจาก "จะเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีอย่างไร" ไปสู่ "ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ควรตกถึงมือใคร"
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญสำหรับคนทำงานทุกคน
ถ้าคุณทำงานในองค์กรใด ๆ ที่กำลังพูดถึงการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ บทเรียนจากซัมซุงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อชีวิตคุณ
ประการแรก: งานของคุณเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่คุณสร้าง กระบวนการที่คุณทำ หรือความเชี่ยวชาญที่คุณมี ล้วนมีส่วนในการฝึกฝนและพัฒนาระบบที่กำลังสร้างกำไรมหาศาล
ประการที่สอง: ความโปร่งใสด้านการกำหนดค่าตอบแทนคือสิ่งที่สามารถเรียกร้องได้ ข้อตกลงของซัมซุงแสดงให้เห็นว่าการผูกโบนัสกับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจนและโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พนักงานสามารถเรียกร้องให้บริษัทอธิบายว่าผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจะแปลงเป็นผลตอบแทนสำหรับแรงงานอย่างไร
ประการที่สาม: การรวมกลุ่มยังคงมีพลัง ในยุคที่บริษัทมีอำนาจมากขึ้นและแรงงานดูเหมือนจะเปราะบางลง ซัมซุงพิสูจน์ว่าการรวมกลุ่มที่มีจุดยืนชัดเจนและข้อเรียกร้องที่มีเหตุมีผลยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ประการที่สี่: คำถามเรื่องการกระจายความมั่งคั่งจากปัญญาประดิษฐ์จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ OpenAI, Anthropic และ SpaceX เข้าตลาดหุ้น การอภิปรายเรื่องนี้จะกลายเป็นกระแสหลักในการเมืองและนโยบายสาธารณะทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่กำลังพัฒนานโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของตัวเอง
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการและองค์กร
ถ้าคุณอยู่ฝั่งผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ เรื่องนี้ก็มีบทเรียนสำคัญเช่นกัน
บริษัทที่เลือกนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อลดต้นทุนแรงงานอย่างเดียว โดยไม่คิดถึงการกระจายผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างชนวนความขัดแย้งที่จะระเบิดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการลาออกของบุคลากรที่มีคุณภาพ การต่อต้านจากพนักงาน หรือแรงกดดันจากสังคมและผู้บริโภค
ในทางกลับกัน บริษัทที่มองว่าการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นโอกาสในการยกระดับค่าตอบแทนและคุณภาพชีวิตของพนักงานไปพร้อมกับการเพิ่มผลผลิต จะสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่ดีที่สุดไว้ได้
SK Hynix คู่แข่งของซัมซุงในเกาหลีใต้ ได้ทำข้อตกลงลักษณะนี้ไปก่อนแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยจัดสรร 10% ของกำไรจากการดำเนินงานต่อปีเป็นกองทุนโบนัสผลการดำเนินงาน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด
สรุป: ยุทธศาสตร์สำหรับโลกที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเขียนกฎใหม่
การต่อสู้ของพนักงานซัมซุง 48,000 คน ไม่ใช่แค่เรื่องของโบนัส มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าโลกแรงงานกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่คำถามเรื่อง "ใครได้อะไรจากปัญญาประดิษฐ์" จะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง สังคม และธุรกิจที่ทุกคนต้องเลือกจุดยืน
สำหรับแรงงานและพนักงาน: ทำความเข้าใจว่างานของคุณมีส่วนสร้างมูลค่าอย่างไรในห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์ และอย่ากลัวที่จะตั้งคำถามว่าองค์กรของคุณแบ่งปันผลประโยชน์นั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่
สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริหาร: การลงทุนในความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานขณะที่บริษัทเติบโตไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนที่ป้องกันวิกฤตในอนาคต
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย: แนวคิดเรื่อง "เงินปันผลของพลเมือง" หรือกลไกการกระจายผลประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์กำลังออกจากโลกแห่งทฤษฎีสู่ข้อเสนอนโยบายที่จริงจัง และประเทศที่สามารถออกแบบระบบนี้ได้สำเร็จจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลก
ชเว ซึง-โฮ หัวหน้าสหภาพซัมซุง พูดสิ่งที่อาจเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดในการอภิปรายครั้งนี้ว่า "ถ้าผลลัพธ์ที่เราร่วมกันทำงานหนักเพื่อสร้างมันขึ้นมาถูกนำไปโดยบริษัทเพียงฝ่ายเดียว เราคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล"
นั่นไม่ใช่คำพูดของคนที่แพ้ แต่เป็นคำพูดของคนที่กำลังกำหนดกฎของเกมใหม่ และในเกมนี้ ทุกคนจะต้องเลือกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายไหน
Tags: ปัญญาประดิษฐ์, AI กับแรงงาน, ซัมซุง, สหภาพแรงงาน, เศรษฐกิจดิจิทัล, การกระจายความมั่งคั่ง, เทคโนโลยีและการจ้างงาน, มหาเศรษฐีเทคโนโลยี, นโยบายแรงงาน, เกาหลีใต้, อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, อนาคตของงาน, เงินปันผลพลเมือง, การปฏิวัติอุตสาหกรรม, ผลกำไรและความยุติธรรม, Samsung Electronics, AI Economy, Future of Work, Labor Rights, Tech Billionaires